เด็กดาวน์ซินโดรม...ควรเข้ารับการรักษา ฟื้นฟู และฝึกฝนพัฒนาการ ตั้งแต่วัยทารก...ย้ำยิ่งเร็วยิ่งดี

 

วิวัฒนาการจากอดีต สู่ ปัจจุบันของสถาบันราชานุกูล

วิวัฒนาการใน ๕  ทศวรรษของสถาบันราชานุกูล
จากอดีต...ถึงปัจจุบัน...
แต่เดิมก่อนก่อตั้งโรงพยาบาลราชานุกูลนั้น  ผู้ที่มีปัญญาอ่อนส่วนมากจะถูกปล่อยปละละเลยให้อยู่กับบ้าน  มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสได้เข้ารับการบำบัดรักษาตามโรงพยาบาลจิตเวชทั่วไป  บุคคลเหล่านี้มักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาทางสังคม เพราะรับผิดชอบตนเองไม่ได้ต้องเป็นภาระของครอบครัว โดยเฉพาะบิดา มารดา และญาติ พี่น้องที่จะต้องอุทิศเวลาในการดูแลเป็นพิเศษไม่มีเวลาออกทำมาหาเลี้ยงชีพ  ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคม  และเศรษฐกิจของประเทศ  จึงเป็นภาระที่สังคมจะต้องให้ความช่วยเหลือ  และเป็นหาทางสาธารณสุขที่สมควรจะได้รับการแก้ไข  โดยหาทางป้องกัน  บำบัดรักษา เพื่อลดจำนวนให้น้อยลง  และแก้ไขฟื้นฟูสมรรถภาพให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้  เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนต่อไป  ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการดำเนินการจัดสร้างโรงพยาบาลปัญญาอ่อน ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓  นับว่าเป็นโรงพยาบาลพิเศษเฉพาะบุคคลปัญญาอ่อนแห่งแรกในประเทศไทย

ยุคที่ 1 :  โรงพยาบาลปัญญาอ่อน (พ.ศ.2503-2522)
          โครงการ  “โรงพยาบาลปัญญาอ่อน” ถือเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโครงการหนึ่งในแผนพัฒนาสาธารณสุขแห่งชาติฉบับที่ 1 ของกองโรงพยาบาลโรคจิต   กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง ตั้งแต่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2503 เป็นต้นมา  โดยใช้เนื้อที่ 26 ไร่เศษ ของโรงพยาบาลโรคติดต่อของกรมอนามัย ต่อมากรมการแพทย์ได้เจรจากับเทศบาลนครกรุงเทพขอยืมที่บริเวณทิ้งขยะของเทศบาลฯ ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับโรงพยาบาลปัญญาอ่อน ขณะนั้นส่งผลให้มีพื้นที่ขึ้นอีก 6 ไร่ รวมเป็น 32 ไร่
          เกี่ยวกับการตั้งชื่อโรงพยาบาลนั้น  ศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ขณะที่ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์เป็นผู้เริ่มโครงการจัดตั้งโรงพยาบาลสำหรับบุคคลปัญญาอ่อน โดยไม่ต้องใช้ศัพท์สันสกฤตหรือบาลีให้ต้องแปลกัน ทุกคนเห็นดีด้วยจึงมีการตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลปัญญาอ่อน”
          โรงพยาบาลปัญญาอ่อน  ได้รับมอบสถานที่ดำเนินการก่อสร้างและจัดตั้งโรงพยาบาลปัญญาอ่อนแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2503   โดยได้แต่งตั้งนายแพทย์รสชง ทัศนาญชลี เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านแรก ได้ประกอบพิธีเปิดตึกอำนวยการเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2505  โดย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี   เริ่มแรกรับบุคคลปัญญาอ่อนจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 20 คน เพื่อบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพต่อมารับผู้ป่วยใหม่อีก 5 ราย รวมเป็น 25 รายทั้งนี้เพื่อจะได้ฝึกทักษะแก่บุคลากรในโรงพยาบาลให้มีความรู้  ความเข้าใจ และความสามารถในวิธีปฏิบัติสำหรับดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพแก่บุคคลปัญญาอ่อน


 

ยุคที่ 2 : โรงพยาบาลราชานุกูล (พ.ศ.2522-2545)
          หลังจากเปิดดำเนินการมาได้ 20 ปี คำว่าปัญญาอ่อนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย กระทรวงสาธารณสุขโดย นายยงยุทธ สัจจะวานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามโรงพยาบาลเพื่อเป็นสิริมงคลสืบไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “โรงพยาบาลราชานุกูล” เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 

          โดยเป็นโรงพยาบาลพิเศษเฉพาะทางเพื่อให้บริการแก่บุคคลปัญญาอ่อนแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย บำบัด รักษา ส่งเสริมสุขป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพ พร้อมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมและให้การศึกษาดูงานแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขทั้งในและต่างประเทศ

          * การดำเนินงาน
             ได้ดำเนินงานให้บริการ 2 แผนกคือ
             1.แผนกผู้ป่วยนอก ให้บริการตรวจวินิจฉัยป้องกัน บำบัดรักษาและให้คำแนะนำแก่บิดามารดา ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตรหลานปัญญาอ่อนให้ถูกหลักวิชาการ
             2.แผนกคนไข้ใน เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ได้ แก่ทางด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านสังคม และด้านการฝึกอาชีพ

          * การพัฒนางานที่สำคัญ
             1.ต้นแบบด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด – 5 ปี
             2.ด้านการศึกษาได้จัดตั้งโรงเรียนพิเศษขึ้นแห่งแรกในประเทศไทย
             3.ด้านการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับภาวะปัญญาอ่อนในสังคมไทย เพื่อค้นหาสาเหตุการป้องกันการเกิดภาวะปัญญาอ่อนโดยเฉพาะ
             4.การพัฒนาบริการแก่บุคคลปัญญาอ่อนเชิงรุกสู่ชุมชนได้กระจายการให้บริการลงสู่โรงพยาบาลชุมชนได้กระจายการให้บริการสู่โรงพยาบาลชุมชน ทุกภูมิภาคของประเทศ
             5.การนำเทคโนโลยีมาใช้ฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพแก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
             6.การจัดตั้งหอผู้ป่วยต้นแบบ “Family ward” สำหรับครอบครัวเด็กพิเศษ
             7.ต้นแบบ “โครงการทดลองจ้างงานบุคคลปัญญาอ่อน” และร้านเพื่อน
             8.การพัฒนาวิชาการด้านการร่วมมือกับต่างประเทศ ได้แก่
                    -โดยการช่วยเหลือจากอินเตอร์ เอด เอเชีย สนับสนุนวิทยากรในหลักสูตรการดูแลบุคคลปัญญาอ่อนในชุมชนสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ผู้ปกครอง พี่เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์กลาง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
                    -โครงการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เวลส์ อินสทิทิวท์ คาร์ดีฟ (UWIC) แห่งสหราชอาณาจักรกับโรงพยาบาล



ยุคที่ 3 : สถาบันราชานุกูล (พ.ศ.2545-ปัจจุบัน)
          จากการปฏิรูประบบราชการ เมื่อปี พ.ศ.2545 โรงพยาบาลราชานุกูล ได้ปรับเปลี่ยน โครงสร้างบทบาทภารกิจใหม่ ภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ตามกฎกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2545  ยกระดับฐานะจากโรงพยาบาลเป็น “สถาบันราชานุกูล” จึงได้มิการกำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ ปรัชญา และคำขวัญหรือพัฒนาสถาบันฯ ไว้ดังนี้
วิสัยทัศน์ (พ.ศ.2546-2549)
          ผู้นำทางด้านวิชาการ บริการด้านพัฒนาเด็กและภาวะปัญญาอ่อนที่มีคุณภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุคลากรมีความสุข ผู้รับบริการมีความพึงใจพันธกิจ
          1.รับผิดชอบในการพัฒนาเพื่อการเป็นศูนย์กลางวิชาการ ด้านส่งเสริมพัฒนาการเด็กและภาวะปัญญาอ่อน
          2.ให้บริการด้านภาวะปัญญาอ่อนแบบองค์รวมในระดับตติยภูมิ
          3.ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ด้านการส่งเสริมป้องกันบำบัด รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้านพัฒนาการเด็กและภาวะปัญญาอ่อน
          4.อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
ปรัชญา
          “ อนาคตของเด็ก อนาคตของชาติ”
คำขวัญ
          ศูนย์กลางวิชาการ ประสานเครือข่าย  บริการด้วยใจ ก้าวไกลสู่สากล

          จากนั้นสถาบันฯได้ดำเนินงานตามพันธกิจที่ได้กำหนดไว้ มาเป็นระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2546-2550) พบว่าสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามกระแสสังคมและยุคโลกาภิวัตน์ ตลอดจนคำว่า “ปัญญาอ่อน” เป็นคำที่พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกอ่อนไหวและเป็นเสมือนการตีตราสร้างตราบาปให้กับเด็ก
          ดังนั้นในปี พ.ศ. 2550 จึงได้มีการทบทวนวิสัยทัศน์พันธกิจใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิตด้วย จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์  พันธกิจใหม่ เพื่อให้คำที่ใช้เรียกเด็กปัญญาอ่อนมีความหมายในเชิงบวกมากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันราชานุกูลครอบคลุมเด็กทุกกลุ่ม ได้แก่กลุ่มเด็กปกติเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาพัฒนาการ สติปัญญาและสุขภาพจิต และกลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางพัฒนาการ สติปัญญาและสุขภาพจิต ดังนี้
วิสัยทัศน์  (2550-2554)
          “สถาบันราชานุกุลเป็นผู้นำทางวิชาการ บริการ ด้านพัฒนาการเด็กและสติปัญญาที่มีคุณภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุคลากรมีความสุข ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ”
พันธกิจ (2550-2554)
* รับผิดชอบในการพัฒนาเพื่อการเป็นศูนย์กลางวิชาการด้านพัฒนาการเด็กและสติปัญญา
* ให้บริการด้านพัฒนาการเด็กและสติปัญญาแบบองค์รวมในระดับตติยภูมิ
* ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการส่งเสริม ป้องกัน บำบัด รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพด้านพัฒนาการเด็กและสติปัญญา

ในปีปัจจุบัน
          ต่อมาในปี พ.ศ.2560 สถาบันราชานุกูลได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากรอบทิศทางการพัฒนางานสุขภาพจิตและแผนยุทธศาสตร์กรมสุขภาพจิต ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  (พ.ศ.2560-2564) ดังต่อไปนี้

วิสัยทัศน์ 2560 (vision)  :
          “สถาบันราชานุกูลเป็นองค์กรหลักด้านพัฒนาสติปัญญาในระดับอาเซียน ”

พันธกิจ 2560 (mission) :

1. พัฒนาเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านภาวะบกพร่องสติปัญญาในระดับอาเซียน            
2. บริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กและวัยรุ่นแบบองค์รวมในระดับตติยภูมิขั้นสูง              
3. พัฒนาสถานบริการสุขภาพจิต ในการส่งเสริม ป้องกัน ปัญหาสุขภาพจิต กลุ่มเด็กปฐมวัย วัยเรียน ผู้พิการทางสติปัญญาการเรียนรู้ และออทิสติก

ประเด็นยุทธศาสตร์ 2560 (strategic issue) :

1. พัฒนาศักยภาพสถาบันราชานุกูล ให้มีความเชี่ยวชาญด้านภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเป็นที่ยอมรับในระดับอาเซียน
2. พัฒนาเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านบริการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
3. พัฒนาความเข้มแข็งสถานบริการสุขภาพจิต ในการส่งเสริม ป้องกันปัญหาสุขภาพจิต กลุ่มเด็กปฐมวัย วัยเรียน ผู้พิการทางสติปัญญาการเรียนรู้ และออทิสติก
4. พัฒนาคุณภาพระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล

ค่านิยม (core value) :
          “มุ่งพัฒนาคุณภาพบริการ ทำงานเป็นทีม ยึดหลักคุณธรรม นำองค์กรสู่ความเป็นเลิศ”


 

101
Page Views
Share





ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง